Cloud Computing – การประมวลผลแบบกลุ่มเมฆ

Posted: กรกฎาคม 29, 2011 in เทคโนโลยี
                ปัจจุบัน Cloud Computing หรือการประมวลผลแบบกลุ่มเมฆ กำลังเป็นกระแสที่ได้รับการพูดถึงเป็นอย่างมาก โดยนิตยสาร eWeek ได้จัด Cloud Computing เป็น 1 ใน 5 ของเทคโนโลยีที่ต้องจับตาในปี 2009 ซึ่ง 5 เทคโนโลยีนี้ได้แก่ Cloud Computing, Virtualization, Notebook/Netbook Adoption, Open Source Software และ Online Social Networking

นอกจากนี้ Gartner ได้กล่าวในงาน Gartner Symposium/ITxpo เมื่อเดือนตุลาคม 2008 ผ่านมาว่า 10 เทคโนโลยีที่จะมีบทบาทสำคัญสำหรับการวางกลยุทธ์ในปี 2009 คือ Virtualization, Cloud Computing, Servers — Beyond Blades, Web-Oriented Architectures, EnterpriseMashups, Specialized Systems, Social Software and Social Networking, Unified Communications, Business Intelligence และ Green IT ซึ่ง Cloud Computing ก็เป็นหนึ่งในนั้นด้วย

เหตุที่ Cloud Computing ได้รับการพูดถึงเป็นอย่างมากเพราะในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจขาลงเช่นในปัจจุบัน Cloud Computing ช่วยลดการลงทุนในการทำธุรกิจโดยเปลี่ยนจากการลงทุนเป็นไปเช่าใช้ระบบสารสนเทศจากผู้ให้บริการแทน ทำให้องค์กรขนดเล็กสามารถได้ใช้ระบบสารสนเทศได้เช่นเดียวกับองค์กรขนาดใหญ่ และนอกจากนี้ผู้ให้บริการยังมีผู้เชี่ยวชาญดูแลระบบตลอดเวลา อีกทั้งยังอาจจะมีบริการที่หลากหลาย โดยผู้ใช้สามารถเลือกใช้ตามความต้องการ และจ่ายค่าบริการตามการใช้งานจริงได้

ด้วยความสามารถที่ผู้ใช้บริการสามารถจ่ายค่าบริการตามที่ตนเองใช้งานนั้น ยังมีผลให้ผู้ใช้บริการได้รับความสะดวกในการปรับขนาดลดหรือขยายการให้บริการ เช่นบริการเช่า Server ของ Amazon EC2 ผู้ใช้สามารถกำหนดรายละเอียดของ Server ตามความต้องการของ Application ที่ผู้ใช้บริการจะนำไปใช้ และยังสามารถปรับเปลี่ยนรายละเอียดภายหลังหากความต้องการเปลี่ยนไปได้ทันที เปรียบเทียบกับการลงทุน Server เองที่มีความยุ่งยากมากกว่าในการขยายระบบไม่ว่าจะเป็นการ Upgrade อุปกรณ์บางส่วนหรือการเปลี่ยนอุปกรณ์ทั้งหมด

นอกจากวิกฤตเศรษฐกิจขาลง ปัจจุบันยังมีวิกฤตราคาพลังงานและกระแสภาวะโลกร้อนหรือความรับผิดชอบต่อสภาพแวดล้อม มีการวิจัยออกมาว่า Server ส่วนใหญ่ที่เปิดทำงานตลอด 24 ชั่วโมงนั้น มีการใช้งานทรัพยากรของระบบเพียง 10-20 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ซึ่งหากเปลี่ยนไปใช้บริการจากผู้ให้บริการ ทรัพยากรของระบบจะถูกนำมารวมกัน และถูกจัดสรรอย่างมีระบบ ทำให้การใช้พลังงานนั้นลดลงไปด้วย

ความหมายของ Cloud Computing

คำว่า Cloud Computing เป็นคำที่เกิดขึ้นในวงการ ICT ประมาณปี 2007 โดยความหมายของ Cloud Computing นั้น เนื่องจากเป็นคำที่ไม่ได้เกิดจากองค์กรหรือหน่วยงานที่ออกมาตรฐานใดๆ ทำให้มีการนิยามไปแตกต่างกัน เช่น

  • Gartner กล่าวว่า  Cloud Computing คือ แนวทางการประมวลผลที่พลังของโครงสร้างทางไอทีขนาดใหญ่ที่ขยายตัวได้ถูกนำ เสนอยังลูกค้าภายนอกจำนวนมหาศาลในรูปแบบของบริการ
  • Forrester Research กล่าวว่า Cloud Computing คือ กลุ่มของโครงสร้างพื้นฐานที่ถูกบริหารจัดการและขยายตัวได้อย่างมาก ซึ่งมีขีดความสามารถในการรองรับโปรแกรมประยุกต์ต่างๆของผู้ใช้และเก็บค่า บริการตามการใช้งาน

ภาพจาก Forrester Research

แต่โดยสรุปแล้ว Cloud Computing นั้นมาจากคำว่า Cloud ซึ่งหมายถึงสัญลักษณ์แทน Internet และ Computing หรือการประมวลผล เมื่อนำคำว่า Cloud และ Computing มารวมกันก็คือ การประมวลผลผ่าน Network หรือ Internet โดยที่ผู้ให้บริการจะจัดเตรียมทรัพยากรสำหรับการประมวลผลและการจัดการ ผู้ใช้บริการเพียงเข้าไปซื้อหรือเช่าใช้บริการเท่าที่ต้องการใช้ โดยไม่ต้องคำนึงถึงเรื่องการจัดการ ไม่ว่าจะเป็นความสามารถในการขยายตัวของระบบ, ความเสถียรภาพของระบบ หรืออื่นๆ

บริษัท Dell ได้ขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า “Cloud Computing” ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2007 เพื่อขอสิทธิ์เป็นเจ้าของคำว่า “Cloud Computing” สำหรับใช้กับผลิตภัณฑ์ของ Dell ทั้งที่เป็นฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์รวมไปถึงบริการทางด้านสารสนเทศ แต่ในเดือนตุลาคม 2008 สำนักงานสิทธิบัตรและเครื่องหมายการค้าแห่งสหรัฐอเมริกา (U.S. Patent and Trademark Office) ไม่อนุญาตโดยให้เหตุผลว่าคำว่า “Cloud Computing” เป็นคำศัพท์สามัญทั่วไปที่สามารถใช้กับบริการและผลิตภัณฑ์ใดๆก็ได้ที่ถูกพัฒนาเพื่อใช้กับงานสารสนเทศ

การพัฒนาสู่ Cloud Computing

กลางทศวรรษ  1990: Grid Computing

คือวิธีการประมวลผลที่เกิดจากการแชร์ทรัพยากร (อย่างเช่น CPU สำหรับการประมวลผล) ระหว่างองค์กรหรือหน่วยงานที่ใช้นโยบายแตกต่างกันไป (คนละบริษัทหรือคนละแผนก) อย่างเช่น องค์กร A กับองค์กร B ต้องการแชร์คอมพิวเตอร์ส่วนหนึ่งเพื่อประมวลผลโปรแกรมหรือระบบงานเดียวกัน เมื่อองค์กรที่แตกต่างแชร์ทรัพยากรร่วมกันย่อมมีนโยบายที่ไม่เหมือนกัน เช่นการกำหนดสิทธิและขอบเขตในการใช้ทรัพยากรที่แตกต่างกัน เป็นต้น และจำเป็นต้องอาศัยระบบรักษาความปลอดภัยที่มีประสิทธิภาพ

ปลายทศวรรษ 1990: Utility Computing

เป็นหลักการแชร์ทรัพยากรที่คล้ายกับGrid Computing เพียงแต่ว่าทรัพยากรจะถูกมองเสมือนว่าเป็นบริการสาธารณูปโภค (เช่น ไฟฟ้า น้ำประปา และโทรศัพท์) โดยบริการเหล่านี้ ผู้ใช้สามารถจ่ายเงินเพื่อใช้งานได้ตามที่ต้องการ และเวลาจ่ายเงิน ก็จ่ายตามจำนวนหรือช่วงเวลาที่ใช้งานจริง

ปี 2000: Software as a Service (SaaS)

เป็นรูปแบบการให้บริการซอฟต์แวร์หรือ Application บนเครือข่ายอินเตอร์เน็ต ทำให้ลูกค้าที่ออนไลน์บนเครือข่ายอินเตอร์เน็ตใช้บริการซอฟต์แวร์เหล่านี้ ได้โดยไม่จำเป็นต้องติดตั้งซอฟต์แวร์ไว้ที่หน่วยงานหรือคอมพิวเตอร์ของ ลูกค้า โดย SaaS เป็นหลักการที่ตรงกันข้ามกับ On-premise software อันเป็นการติดตั้งซอฟต์แวร์ไว้ที่ทำงานหรือคอมพิวเตอร์ของลูกค้า

ปี 2007-2008: Cloud Computing

เป็นรูปแบบของการเช่าใช้บริการทรัพยากรต่างๆจากผู้ให้บริการผ่าน Internet โดยจ่ายตามการใช้งาน

ภาพ Trends การค้นหาคำว่า Cloud Computing ใน Google จากบริการ Google Trends http://www.google.com/trends?q=Cloud+Computing&ctab=0&geo=all&date=all&sort=0

สถาปัตยกรรม

โครงสร้างของระบบ Cloud Computing นั้นแตกต่างกันไปตามผู้ให้บริการแต่ละที่ โดยส่วนใหญ่นั้นประกอบด้วย

  1. DataCenterที่เชื่อถือได้ในความสามารถในการให้บริการ และอาจจะมีได้มากกว่าหนึ่งแห่ง
  2. Server จำนวนมากที่ทำงานร่วมกันด้วยการจัดการเทคโนโลยี Virtualization หรือเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์แบบเสมือน และ Grid Computing

โดยบริการที่ผู้ให้บริการนั้นจะสามารถเข้าถึงได้จากที่ใดก็ได้ที่สามารถเข้าถึง Internet ได้ โดยมีจุดให้บริการเพียงหนึ่งจุดที่ผู้ใช้สามารถเข้าถึงทรัพยากรทั้งหมดตามการให้บริการ ซึ่งทำให้ง่ายต่อการใช้งาน

ประเภทของ Cloud Computing

                บริการที่เกิดขึ้นใน Cloud Computing นั้นแบ่งออกได้เป็นหลายกลุ่ม แล้วแต่การจำกัดความ แต่พอจะแบ่งได้ดังนี้

  1. 1.        PaaS (Platform as a Service) , Cloud Platform

คือการให้บริการแบบพร้อมใช้งาน (OS + Database + Web Server) ที่ผู้ใช้สามารถปรับแต่งได้ไม่มาก โดยผู้ใช้บริการเพียงพัฒนาโปรแกรมผ่าน API ที่ผู้ให้บริการจัดหามาให้

ตัวอย่างบริการในกลุ่มนี้เช่น Google App Engine, IBM IT Factory, Microsoft Windows Azure

  1. 2.        SaaS (Software as a Service) , Software+Services (S+S)

คือการให้บริการ Software ผ่าน Internet โดยผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องลง Software เพิ่มบนคอมพิวเตอร์ของตน และการประมวลผลจะเกิดขึ้นที่ Server และส่งผลลัพธ์มาให้ผู้ใช้บริการ แต่ Microsoft ได้ออกSoftware+Services โดยมีการประมวลผลบางส่วนที่คอมพิวเตอร์ และที่เหลือส่งไปประมวลผลที่ Server แทน เพื่อเพิ่มความเร็วในการใช้งาน

ตัวอย่างบริการในกลุ่มนี้เช่น Gmail, Google Apps, Microsoft SQL Data Services (SDS), Salesforce

  1. 3.        IaaS (Infrastructure as a Service), HaaS (Hardware as a Service)

คือการให้บริการ Infrastructure ผ่าน Internet โดยอาจจะแบ่งย่อยได้ 2 กลุ่มคือ

  1. a.        Computing

การจำลองเครื่อง Computer โดยผู้ใช้บริการสามารถกำหนดรายละเอียด Spec ที่ต้องการเองได้

ตัวอย่างบริการในกลุ่มนี้เช่น Amazon EC2, GoGrid, DELL DCS, IBM Blue Cloud

  1. b.       Storage / Cloud Storage / dSaaS (data-Storage as a Service)

คือการให้บริการพื้นที่สำหรับเก็บข้อมูลผ่าน Internet

ตัวอย่างบริการในกลุ่มนี้เช่น Amazon S3, Apple’s MobileMe, Symantec’s SwapDrive, Humyo, XDrive

 

 

ภาพจาก http://www.productionscale.com/home/2008/4/24/cloud-computing-get-your-head-in-the-clouds.html

 

ปัญหาของ Cloud Computing

ปัญหาหลักที่มักจะพบในเรื่อง Cloud Computing คือ

  1. 1.        Security

เนื่องจากการที่จะต้องเอาข้อมูลไปฝากไว้กับผู้ให้บริการซึ่งอยู่บน Internet ที่สามารถเข้าถึงได้ง่ายทำให้ผู้ใช้บริการมองว่ามีความเสี่ยงมากกว่าใช้ Infrastructure ของตนเอง จึงเป็นหน้าที่ของผู้ให้บริการที่จะต้องสร้างความเชื่อมั่นในการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลให้แก่ผู้ใช้บริการ

  1. 2.        Internet Bandwidth

เนื่องจาก Cloud Computing คือการประมวลผลผ่าน Internet ทำให้ Bandwidth และ Latency ส่งผลต่อความเร็วในการใช้งาน Cloud Computing ไปด้วย ซึ่งอาจทำให้ผู้ใช้บริการต้องมีการขยาย Bandwidth และควบคุม Latency เพื่อไม่ให้มีผลกระทบต่อการใช้งานด้วย

Cloud Computing ในประเทศไทย

                ปัจจุบันในประเทศไทยได้มีนักพัฒนาหลายคนได้พัฒนาระบบบน Cloud Computing แล้วซึ่งส่วนมากเป็น Application ที่ใช้สำหรับคนทั่วโลก ไม่ได้เน้นเฉพาะคนไทยเป็นหลัก โดยปัญหาหลักคือ Bandwidth ของไทยที่ไปต่างประเทศนั้นน้อยกว่า Bandwidth ในประเทศรวมทั้งราคา Bandwidth ต่างประเทศแพงกว่า Bandwidth ในประเทศหลายเท่า ดังนั้นผู้ให้บริการประเภท Web Service ที่มีลูกค้าเป็นคนไทยจึงยังไม่สนใจใช้บริการ Cloud Computing จากต่างประเทศ

                ส่วนการให้บริการ Cloud Computing ในไทย ปัจจุบันยังไม่มีการให้บริการประเภทนี้ แต่มีหลายองค์กรที่เริ่มศึกษาและเริ่มนำมาใช้องค์กรก่อน หรือเรียกได้ว่าเป็น Private Cloud เช่น เครือซีพี โดย คุณพูนลาภ ชัชวาลโฆษิต ที่ปรึกษาอาวุโสของซีพี ได้ให้ข่าวกับทางหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ว่า ในปี 2009 กลุ่มบริษัทเครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) วางแผนศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาที่จะให้บริการ IT แบบพร้อมใช้งานทันที โดยใช้ Cloud Computing ตัวอย่างเช่น การจัดเก็บข้อมูล (Storage Infrastructure) ซึ่งไม่สามารถขยายได้เร็วตามที่ผู้ใช้ต้องการ เป็นต้น

clip_image008

รูปที่ 4

องค์ประกอบของระบบประมวลผลกลุ่มเมฆ

ระบบประมวลผลกลุ่มเมฆ จำเป็นต้องอาศัยองค์ประกอบที่สำคัญคือ

  • · อินเตอร์เน็ตที่มีช่องสัญญาณสูงจนเกือบจะไม่มีจำกัด (Nearly unlimited bandwidth)
  • · เทคโนโลยีระบบเสมือนจริง (Increasingly sophisticated virtualization technologies)
  • · สถาปัตยกรรมเครือข่ายที่รองรับการเข้าถึงพร้อมกันจำนวนมาก (Multitenant Architectures)
  • · ลักษณะการใช้งานได้ของเซิรฟ์เวอร์ประสิทธิภาพสูง (Availability of extremely powerful servers)

จุดเด่นของ Cloud Computing

1) Agility : มีความรวดเร็วในการใช้งาน

2) Cost : ค่าใช้จ่ายน้อย หรืออาจไม่เสียค่าใช้จ่ายสำหรับ Client

3) Device and Location Independence : ใช้ได้ทุกที่แค่มีคอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ต

4) Multi-Tenancy : แบ่งการใช้ทรัพยากรให้ผู้ใช้จำนวนมากได้

5) Reliability : มีความน่าเชื่อถือ

6) Scalability : มีความยืดหยุ่น

7) Security : มีความปลอดภัย

8) Sustainability : มีความมั่นคง

ข้อดีของ Cloud Computing

1) ลดต้นทุน

2) ลดความเสี่ยงการเริ่มต้น หรือการทดลองโครงการ

3) สามารถลดหรือขยายได้ตามความต้องการ

4) ประสิทธิภาพสูง

5) อยู่ภายใต้การดูแลของผู้เชี่ยวชาญ

ข้อเสียของ Cloud Computing

1) จากการที่มีทรัพยากรที่มาจากหลายแห่ง จึงอาจเกิดปัญหาด้านความต่อเนื่องและความรวดเร็ว

2) ยังไม่มีการรับประกันในการทำงานและความปลอดภัย

3) แพลทฟอร์มยังไม่ได้มาตรฐาน

สามเหลี่ยมกลุ่มเมฆ

clip_image010

รูปที่ 5 Introducing the Cloud Pyramid

ระบบปฏิบัติการกลุ่มเมฆประกอบด้วยบริการที่สำคัญ 3 ส่วนคือโครงสร้างพื้นฐาน แพลทฟอร์ม และ แอพพลิเคชั่น

โครงสร้างพื้นฐานกลุ่มเมฆ (Cloud Infrastructure)

ผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐาน เป็นระดับเริ่มต้นของสภาพแวดล้อมระบบประมวลผลกลุ่มเมฆในลักษณะของเครื่องคอมพิวเตอร์เสมือน (Virtual Machine) ให้บริการด้านการจัดสมดุลปริมาณงาน (Loadbalancing) และพื้นที่จัดเก็บข้อมูล (Storage) รองรับแพลทฟอร์มกลุ่มเมฆ และแอพพลิเคชั่นกลุ่มเมฆ ผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานสามารถปรับเปลี่ยนคุณสมบัติ บริการ และควบคุมระบบประมวลผลกลุ่มเมฆได้สูงสุด โดยเป็นผู้ให้บริการระดับควบคุมทั้งหมดของโครงสร้างเซิร์ฟเวอร์ตัวอย่างผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐาน

เช่น Amazon’s EC2 , GoGrid , RightScale

แพลทฟอร์มกลุ่มเมฆ (Cloud Platform)

ผู้ให้บริการแพลทฟอร์มจะกำหนดมาตรฐานของแอพพลิเคชั่นสำหรับผู้พัฒนา แต่แพลทฟอร์มจำเป็นต้องขึ้นกับลักษณะของโครงสร้างพื้นฐานของเครื่องคอมพิวเตอร์เสมือน ตัวอย่างผู้ให้บริการแพลทฟอร์มกลุ่มเมฆ เช่น

Google App Engine , Heroku , Mosso , Engine Yard , Joyent , force.com(Saleforce platform)

แอพพลิเคชั่นกลุ่มเมฆ (Cloud Application)

การให้บริการซอฟต์แวร์บนเครือข่ายในลักษณะ SAAS (Software As A Service) โดยรูปแบบให้บริการเป็นลักษณะ Virtualization กล่าวคือเป็นเว็บแอพพลิเคชั่น มีส่วนติดต่อกับผู้ใช้ (User interface) บนหน้าเว็บเบราว์เซอร์ โดยแยกส่วนโปรแกรมและส่วนประมวลผลอยู่บนเครือข่าย ผู้ใช้จึงไม่จำเป็นต้องติดตั้งแอพพลิเคชั่นในเครื่องคอมพิวเตอร์ เช่นบริการ Hotmail , Gmail , Quicken Online , Google Doc. , SalesForce , Online banking service

มาตรฐานของระบบประมวลผลกลุ่มเมฆ

ระบบประมวลผลกลุ่มเมฆใช้มาตรฐานแบบเปิด (open standard) เช่น Browsers (Ajax) , Communications (HTTP, XMPP) , Data (XML,JSON) , Offline (HTML5) , Management (OVF) , Security (OAuth, OpenID, TLS) , Solution stacks (LAMP) , Syndication (Atom) , Web Service (REST)

การประยุกต์ใช้ระบบประมวลผลกลุ่มเมฆ

ในปัจจุบันมีผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมไอทีเปิดให้บริการเช่น

บริการแอพพลิเคชั่นกลุ่มเมฆ (Cloud Application)

เป็นแอพพลิเคชั่นที่เปิดให้บริการบนเครือข่ายอินเตอร์เน็ต โดยผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องติดตั้ง หรือรันแอพพลิเคชั่นที่เครื่องคอมพิวเตอร์ แต่เป็นการใช้บริการรันแอพพลิเคชั่นผ่านเครือข่ายจึงไม่ต้องมีภาระในการบำรุงรักษาซอฟต์แวร์ การดูแลในระดับปฏิบัติการ หรือระบบสนับสนุน ตัวอย่างเช่น Peer-to-peer/Volunteer Computing (Bittorent, SETI, Skype) , Web application (Facebook) , Software As A Service (Google Apps,Google Docs,Salesforce) , Software plus services (Microsoft Online service) ,

ระบบปฏิบัติการโฉมใหม่ Cloud OS

 

clip_image012

รูปที่ 6

หลังจากประสบความสำเร็จมากพอสมควรกับข้อตกลงกับ วอล-มาร์ต ให้ขายคอมพิวเตอร์ ที่ลงระบบปฏิบัติการ gOS และตามที่วอล-มาร์ตแจ้งก็ปรากฏว่าเสียงตอบรับจากลูกค้าค่อยข้าง ดี เน็ตบุ๊กยี่ห้อ เอเวอเรกซ์ ซึ่งมีขายในบ้านเราด้วยก็ใช้ระบบปฏิบัติการ gOS เหมือนกันล่าสุด Good OS เปิดตัวระบบปฏิบัติการแบบใหม่ gOS Cloud ที่ทำงานผ่านเว็บบราวเซอร์ เวลาบูตเครื่องขึ้นมาแทนที่มันจะเข้าไปยังเดสก์ทอปปกติเหมือนระบบปฏิบัติการอื่นๆ ที่ใช้กันจนคุ้นเคย Cloud จะพาเราเข้าไปยังบราวเซอร์แทนแต่ บราวเซอร์ดังกล่าวนี้สามารถควบคุมการทำงานทุกส่วนของคอมพิวเ ตอร์ได้เหมือนระบบปฏิบัติการ ความโดดเด่นของระบบปฏิบัติการ Cloud ก็คือ ความเร็วในการบูตเครื่องขึ้นมาใช้งาน เพราะใช้เวลาเพียงสองวินาทีหลังกดปุ่มเปิดเครื่อง ก็เริ่มใช้งานได้ทันที ขณะเดียวกันยังเรียกร้องทรัพยากรเครื่องต่ำสเป็กขั้นต่ำใช้แรมเพียง 128 เมกะไบต์ ต้องการพื้นที่ฮาร์ดดิสก์แค่ 35 เมกะไบต์พัฒนา และออกแบบมาให้ใช้สำหรับ เน็ตบุ๊กโดยเฉพาะ ซึ่งก็คงจะเป็นแบบ โออีเอ็ม คือ เจรจากับผู้ผลิตให้นำไปลงเครื่องก่อนขายให้ลูกค้าแบบเดียวกับที ่ทำมากับเดสก์ทอปนั่นเอง ซึ่งเจ้าแรกที่จับมือเป็นพันธมิตรก็คือ Gigabyte สำหรับ รูปร่างหน้าตาของ Cloud ที่ออกมา พื้นฐานเหมือนเดิมคือเป็นด็อคแบบแมคอินทอช ไอคอน ของแอปพลิเคชั่นต่างๆ จะอยู่ด้านล่าง แต่ผสมส่วนของ บราวเซอร์เข้ามาทำให้ดูเหมือน “Chrome” ของกูเกิล เพียงแต่ Cloud เป็นระบบปฏฺบัติการในตัวเองที่เป็นอิสระ สามารถใช้งานได้โดยไม่ต้องพึ่งพิงระบบปฏิบัติการอื่น แต่สามารถติดตั้งระบบปฏิบัติการอื่นร่วมด้วย และการสลับไปใช้ระบบปฏิบัติการอื่นๆ ในเครื่องไม่ว่าจะเป็นวินโดวส์ ลีนุกซ์ หรือ แมคอินทอชก็ทำได้โดยง่าย สำหรับตัว gOS นั้นเป็นระบบปฏิบัติการลีนุกซ์ที่พัฒนาต่อยอดมาจาก “อูบุนตู” แต่เน้นเป็นพิเศษในการใช้ “เว็บ แอปพลิเคชั่น”รูปร่างหน้าตาโดย พื้นฐานจะคล้ายกับ Chrome ของ กูเกิล แต่ต่างกันก็ตรงที่ Cloud เป็นระบบปฏิบัติการในตัวเองด้วย สามารถทำงานอย่าง เป็นอิสระจากวินโดวส์ หรือ ลีนุกซ์ ในเครื่องได้และสามารถใช้งานร่วมกับระบบปฏิบัติการอื่นๆ ได้ทุกระบบปฏิบัติการ

Cloud พัฒนามาสำหรับใช้กับเน็ตบุ๊กโดยเฉพาะ อย่างไรก็ตาม ตามแผนของ Good OS เน็ตบุ๊กที่จะติดตั้ง Cloud ซึ่งจะมีบางยี่ห้อออกมาขายราวๆ ต้นปีถึงกลางปีหน้า จะติดตั้งวินโดวส์เอ็กซ์พี และ Cloud ไปด้วยกัน

clip_image014

รูปที่ 7

ล่า สุด Good OS เปิดตัวระบบปฏิบัติการแบบใหม่ gOS Cloud ที่ทำงานผ่านเว็บบราวเซอร์ เวลาบูตเครื่องขึ้นมาแทนที่มันจะเข้าไปยังเดสก์ทอปปกติเหมือนระบบปฏิบัติการ อื่นๆ ที่ใช้กันจนคุ้นเคย Cloud จะพาเราเข้าไปยังบราวเซอร์แทนแต่ บราวเซอร์ดังกล่าวนี้สามารถควบคุมการทำงานทุกส่วนของคอมพิวเตอร์ได้เหมือน ระบบปฏิบัติการ ความโดดเด่นของระบบปฏิบัติการ Cloud ก็คือ ความเร็วในการบูตเครื่องขึ้นมาใช้งาน เพราะใช้เวลาเพียงสองวินาทีหลังกดปุ่มเปิดเครื่อง ก็เริ่มใช้งานได้ทันที ขณะเดียวกันยังเรียกร้องทรัพยากรเครื่องต่ำ พัฒนา และออกแบบมาให้ใช้สำหรับ เน็ตบุ๊กโดยเฉพาะ ซึ่งก็คงจะเป็นแบบ โออีเอ็ม คือ เจรจากับผู้ผลิตให้นำไปลงเครื่องก่อนขายให้ลูกค้าแบบเดียวกับที่ทำมากับ เดสก์ทอปนั่นเอง ซึ่งเจ้าแรกที่จับมือเป็นพันธมิตรก็คือ Gigabyteสำหรับ รูปร่างหน้าตาของ Cloud ที่ออกมา พื้นฐานเหมือนเดิมคือเป็นด็อคแบบแมคอินทอช ไอคอน ของแอปพลิเคชั่นต่างๆ จะอยู่ด้านล่าง แต่ผสมส่วนของ บราวเซอร์เข้ามาทำให้ดูเหมือน “Chrome” ของกูเกิล เพียงแต่ Cloud เป็นระบบปฏฺบัติการในตัวเองที่เป็นอิสระ สามารถใช้งานได้โดยไม่ต้องพึ่งพิงระบบปฏิบัติการอื่น แต่สามารถติดตั้งระบบปฏิบัติการอื่นร่วมด้วย และการสลับไปใช้ระบบปฏิบัติการอื่นๆ ในเครื่องไม่ว่าจะเป็นวินโดวส์ ลีนุกซ์ หรือ แมคอินทอชก็ทำได้โดยง่าย สำหรับตัว gOS นั้นเป็นระบบปฏิบัติการลีนุกซ์ที่พัฒนาต่อยอดมาจาก “อูบุนตู” แต่เน้นเป็นพิเศษในการใช้ “เว็บแอปพลิเคชั่น” รูปร่างหน้าตาโดย พื้นฐานจะคล้ายกับ Chrome ของ กูเกิล แต่ต่างกันก็ตรงที่ Cloud เป็นระบบปฏิบัติการในตัวเองด้วย สามารถทำงานอย่าง เป็นอิสระจากวินโดวส์ หรือ ลีนุกซ์ ในเครื่องได้และสามารถใช้งานร่วมกับระบบปฏิบัติการอื่นๆ ได้ทุกระบบปฏิบัติการ Cloud พัฒนามาสำหรับใช้กับเน็ตบุ๊กโดยเฉพาะ อย่างไรก็ตาม ตามแผนของ Good OS เน็ตบุ๊กที่จะติดตั้ง Cloudซึ่งจะมีบางยี่ห้อออกมาขายราวๆ ต้นปีถึงกลางปีหน้า จะติดตั้งวินโดวส์เอ็กซ์พี และ Cloud ไปด้วยกัน

clip_image016

รูปที่ 8

Google App Engine

Google App Engine เป็นหมัดเด็ดของ Google ที่ออกมาเพื่อต่อกรกับ Amazon Web Services ของ Amazonโดยเฉพาะในขณะที่ AWS มีบริการให้ใช้คือ S3 (เก็บข้อมูล), EC2 (ประมวลผล) และ SimpleDB (ฐานข้อมูล) แต่ละบริการจะแยกออกจากกัน จะใช้ทั้งหมดหรือแค่ตัวใดตัวหนึ่งก็ได้ แต่สำหรับบริการของ Google App Engine จะต่างออกไป โดย Google จะให้บริการแบบครบวงจรกว่า แยกใช้งานแบบเป็นบริการเดี่ยวๆ ไม่ได้ บริการของ Google App Engine จะมีลักษณะเป็นการให้บริการ infrastructure ที่ระดับ high-level มากกว่า โดยสามารถรัน application ที่เขียนด้วยภาษา python เท่านั้น (ภาษาอื่นจะตามมาในอนาคต) ทาง Google จะมี SDK มาให้นักพัฒนาสามารถเขียนโปรแกรมทดสอบในเครื่องตัวเองได้ก่อน แล้วนำมา deploy ลงในระบบของ Google App Engine ทีหลังได้ โดยระบบเก็บข้อมูลจะใช้ GFS และใช้ฐานข้อมูล BigTable

Google App Engine ในช่วงแรกจะเปิดแบบ beta ให้นักพัฒนา 10,000 คนแรก และจำกัดการใช้งานไว้ที่เนื้อที่ 500 MB และ bandwidth ไม่เกิน 10 GB ต่อวัน หลังจากนั้นเมื่อเปิดเต็มตัวแล้วจะมีโมเดลเก็บเงินอีกครั้งหนึ่ง (ยังไม่กำหนดราคา) ในช่วงปี 2005 ตอนนั้น Google ไปจ้าง Guido Van Rossum คนสร้างภาษา python เข้ามาทำงานด้วย เป็นข่าวฮือฮาอยู่พักนึงว่า Google จะจ้างเอาไปทำอะไร แต่เจ้าตัวก็ติด NDA พูดอะไรมากไม่ได้ สุดท้ายเวลาผ่านไป 3 ปีก็ได้ Google App Engine ออกมาให้ได้ลองใช้กัน

clip_image018

รูปที่ 9

นอกจากนี้แล้ว Google App Engine ยังสนับสนุน Django ซึ่งเป็น web framework ยอดฮิตในภาษา python ด้วยทำให้การสร้าง application สามารถทำได้รวดเร็วยิ่งขึ้น (ตัวอย่างเว็บที่ใช้ django ก็เช่น Pownce, Revver) เปรียบเทียบกันแล้ว Google App Engine ยังเป็นรอง Amazon Web Service อยู่พอสมควร เนื่องจากที่ว่ามันใช้ได้แค่ python ภาษาเดียวเท่านั้น ซึ่งจำนวนนักพัฒนา python (สำหรับเว็บ) เมื่อเทียบกับ PHP หรือ Ruby แล้วยังห่างกันเยอะมาก และในปัจจุบัน application จำนวนมากพิสูจน์แล้วว่า AWS นั้นสามารถใช้งานได้ในระดับใหญ่จริง (เช่น Twitter, Pownce, Slideshare ฯลฯ) นักพัฒนาที่มี application เก่าที่เป็นภาษาอื่น คงยากที่จะยอมย้ายมาลงบน platform ของ Google สู้ไปใช้งาน AWS เฉพาะในส่วนที่จำเป็นจะดีกว่า อันนี้ก็เป็นปัญหาของ Google ต่อไปที่ต้องเร่งมือทำให้ Google App Engine รองรับภาษาอื่นมากขึ้น ถ้าให้เดา ภาษาถัดไปน่าจะเป็น Ruby (คนต่อไปที่จะโดนจ้างอาจเป็น MatZ หรือ David Heinemeier Hansson) บริการงานด้าน on demand customer relationship management ของ Salesforce ที่ให้บริการโซลูชั่น ด้าน CRM หลากหลายขนาดที่ผู้ใช้สามารถปรับเปลี่ยนขนาดความสามารถของโซลูชั่นได้ตามต้องกา

ฮาร์ดแวร์กลุ่มเมฆ (Cloud Hardware)

อุปกรณ์ที่ขึ้นต่อกลุ่มเมฆ กล่าวคือไม่สามารถทำงานด้านการประมวลผลด้วยตนเอง แต่ต้องอาศัยทรัพยากรไอทีบนเครือข่ายในการประมวลผล ทำหน้าที่เป็นเทอร์มินอลแสดงส่วนติดต่อกับผู้ใช้ (User Interface) และรับส่งข้อมูลคำสั่ง เพื่อสื่อสารกับบริการต่าง ๆ ของระบบประมวลผลกลุ่มเมฆ เช่น Iphone , Android , CherryPal , ONLIVE

เชอร์รี่พาว เป็นบริการคอมพิวเตอร์กลุ่มเมฆสำหรับผู้ใช้ระดับบุคคล ประกอบด้วยส่วนเชอร์รี่พาว เดสก์ท็อป (ซี

100) และบริการเชอร์รี่พาว คลาวด์ (CherryPal Cloud) เชอร์รี่พาว ซี 100 มีขนาดเล็ก 5.8″ x 4.2″ x 1.5″ น้ำหนัก 10 ออนซ์ ใช้พลังงานไฟฟ้าน้อยกว่าเครื่องเดสท้อปทั่วไปประมาณ 80%

คุณสมบัติของเชอรรี่พาว เดสก์ท็อป ซี 100

Freescale’s MPC5121e mobileGT processor

800 MPS(400 MHz)

256 MB of DDR2 DRAM

4GB NAND Flash-Based solid state drive

WiFi 802.11 b/g Wi-Fi

Two USB 2.0 ports

One 10/100 Ethernet with RJ-45 jack

One VGA DB-15 display out jack

Headphone level stereo audio out 3.5mm jack

9vDC 2.5mm 10 watt AC-DC adapter power supply

clip_image020 clip_image022

รูปที่ 10

บริการเชอร์รี่พาวคลาวด์

  • · บริการหน่วยความจำพื้นที่ขนาด 50GB
  • · ส่วนติดต่อผู้ใช้ Cherrypalcloud interface
  • · บริการอัพเดทซอฟต์แวร์ป้องกันไวรัส
  • · บริการแอพพลิเคชั่น iTunes OpenOffice instant messenger และ media player

OnLive”บริการเล่นเกมไร้แผ่น! ผ่านเครื่อง”MicroConsole”

นวัตกรรมเครื่องเล่นเกมอาจจะกำลังเปลี่ยนไปก็ย่อมได้ เมื่อบริษัทหัวใส “Rearden Studios” ได้คิดค้นรูปแบบของการให้บริการเกมใหม่ออกสู่ตลาดในชื่อ “ออนไลฟ์” (OnLive) พร้อมกับเจ้าผลิตภัณฑ์ขนาดกะทัดรัด “ไมโครคอนโซล” (MicroConsole) และจอยควบคุมเกมหน้าตาธรรมดาตัวหนึ่ง ด้วยโมเดลที่ไม่ต้องใช้แผ่นเกมเล่น

clip_image024

รูปที่ 11

สำหรับ“OnLive” นั้น หากจะอธิบายกันง่ายๆก็คือ ช่องทางหนึ่งในการเล่นเกมออนไลน์โดยที่ไม่ต้องซื้อแผ่นเกม หลักการคล้ายๆกับโครงการเครื่องเกมคอนโซลที่ชื่อ “Phantom” (พับโครงการไปแล้ว ก่อนออกมาขายจริง) หรือเครื่องเกมอีกตัวที่ชื่อ “Zeebo”

clip_image026

รูปที่ 12

แกนนำหลักของ Rearden Studios นั้น ประกอบด้วย “Steve Perlman” เป็นผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และ “Mike McGarvey” ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ โดยบริษัทได้วางเป้าหมายเพื่อที่จะหาหนทางใหม่ในการ streaming video ที่บริษัทสร้างขึ้น (เทคโนโลยีการส่งภาพและเสียงบนอินเทอร์เน็ตจากเซิรฟ์ เวอร์ไปยังผู้ชม) เรียกว่า “interactive video compression” ซึ่งบริษัทพัฒนาจนมีค่าความหน่วงเวลาในการส่งข้อมูลที่ต่ำมากๆ ราวหลักมิลลิวินาที Rearden ได้นำเทคโนโลยีนี้มาใช้ โดยวางแผนในการติดตั้งเซิร์ฟเวอร์ 5 ตัวทั่วประเทศ ซึ่งทำหน้าที่เป็นโฮสต์วิดีโอเกมต่างๆ และส่ง streaming video ของเกมไปยังเครื่อง Mac,PC หรือจอทีวีที่บ้านคุณ รายงานข่าวระบุว่า OnLive ใช้เวลาพัฒนามา 7 ปี ด้วยคอนเซ็ปต์ที่ไม่จำเป็นต้องใช้เครื่อง PC ประสิทธิภาพสูงเพื่อที่จะเล่นเกมภาพกราฟิกระดับเทพอย่าง Crysis เพียงแค่ใช้จอยส่งคำสั่งควบคุมเกมเข้าไปยังเซิร์ฟเวอร์ ซึ่งกินแบนด์วิธน้อยมาก (ปริมาณข้อมูลที่คุณรับเข้าและส่งออกในช่วงเวลาหนึ่ง) และถูกส่งกลับมาในแบบเรียลไทม์

clip_image028

รูปที่ 13

เครื่อง “ไมโครคอนโซล” ที่ Rearden พัฒนาขึ้น เป็นเครื่องที่จำเป็นต้องใช้ หากจะเล่นเกมบนจอทีวี บนตัวเครื่องมีช่องต่อสัญญาณต่างๆมากมาย อาทิ พอร์ตออปติคัล,พอร์ต HDMI,ช่องต่อสายอีเทอร์เน็ต และจ่ายไฟให้เครื่องทำงานด้วยพอร์ตไมโคร USB ผู้เล่นสามารถเชื่อมต่อจอยควบคุมแบบไร้สายได้ 4 ตัว และชุดหูฟังบลูทูธได้ 4 ตัว นอกจากนี้ยังมีพอร์ต USB 2 ช่อง เอาไว้สำหรับต่อกับคีย์บอร์ดและเมาส์ได้ หรืออาจจะใช้ฮับ USB 4 พอร์ตมาต่ออีกทีก็ย่อมได้ แต่หากเราใช้เครื่อง Mac และ PC มาแสดงผลภาพในการเล่น อาจจะต้องไปดาวน์โหลดเบราเซอร์ ปลั๊กอินตัวหนึ่งมาใช้ ซึ่งมีขนาดเล็กกว่าหนึ่งเมกกะไบต์

บริการโครงสร้างพื้นฐานกลุ่มเมฆ (Cloud Infrastructure)

ผู้ให้บริการนำความสามารถของอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ด้านการประมวลผลมาให้บริการผ่านเครือข่าย โดยเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำหรับสภาพแวดล้อมเสมือนจริงของแพลทฟอร์ม (Platform Virtualization Environment) ผู้ให้บริการในปัจจุบันเช่น Amazon Elastic Compute Cloud , Skytap , Sun Grid

บริการแพลทฟอร์มกลุ่มเมฆ (Cloud Platform)

มาตรฐานให้แก่ผู้พัฒนาแอพพลิเคชั่น ตัวอย่างผู้ให้บริการแพลทฟอร์มกลุ่มเมฆ เช่น Google App Engine , Heroku , Mosso , Engine Yard , Joyent , force.com(Saleforce platform)

บริการระบบกลุ่มเมฆ (Cloud Software System)

บริการซอฟต์แวร์ระบบเพื่อรองรับการทำงานร่วมกันของเครื่องคอมพิวเตอร์บนเครือข่าย ในระดับกลุ่มเมฆ กับ กลุ่มเมฆ และระดับผู้ใช้กับกลุ่มเมฆ เช่น Amazon Web Service , Amazon Simple Queue Service , Amazon Mechanical Turk

บริการจัดเก็บข้อมูลกลุ่มเมฆ (Cloud Storage)

แนวคิดศูนย์ข้อมูลแบบ Super Data Center โดยนำความสามารถด้านหน่วยความจำไปให้บริการบนเครือข่ายรวมทั้งบริการด้านฐานข้อมูล (Database) โดยมีการคิดค่าบริการตามการใช้งานจริง เช่น Amazon Simple Storage Service , Amazon SimpleDB , Live Mesh , Mobile Me

Cloud Computing กับความปลอดภัย

ในประเด็นเรื่องความปลอดภัยนั้น อันที่จริงในเชิงเทคนิคลูกค้าหรือผู้ใช้บริการสามารถทำได้ในระดับหนึ่ง เช่น การทำ Virtualization โดยลูกค้ามีสิทธิ์เต็มที่ในลักษณะของผู้ดูแลระบบเพื่อการกำหนดความปลอดภัยให้กับเครื่อง หรือ Virtual Machine ของตน, การใช้ระบบแจ้งเตือนเมื่อมีผู้ดูแลระบบพยายามดูข้อมูลของลูกค้า และการ Monitoring ทั้งห้อง data center จนถึงขั้น capture หน้าจอ admin แต่ทั้งนี้ยังคงมีจุดอ่อนสำคัญที่ผู้ใช้บริการควรตระหนักถึง นั่นคือ เมื่อเป็นการจ้างให้บุคคลภายนอกเข้ามาดูแลระบบของเรา เราจะมั่นใจได้อย่างไรว่าคนนั้นจะไม่แอบเก็บข้อมูลไปใช้เพื่อประโยชน์ของตนเองหรือเปิดเผยข้อมูลแก่บุคคลอื่น ยิ่งถ้าเป็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของประเทศ ข้อมูลยิ่งเป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ หรือถ้าเป็นองค์กรทางด้านการเงิน ถึงแม้เราจะมีระบบตรวจสอบ หรือ audit เพื่อติดตามว่าใครทำอะไร ตรงไหน แต่เมื่อเกิดเหตุและจับได้ก็คงทำได้แค่ลงโทษตามกฎบริษัทหรือดำเนินคดีตามกฎหมาย แต่ความเสียหายได้เกิดขึ้นแล้ว อย่างไรก็ตามไม่ว่าจะเป็นการจัดจ้างบุคคลภายนอก (outsourcing) หรือ ใช้บุคลากรภายใน เหตุการณ์เช่นนี้ก็สามารถเกิดขึ้นได้ ดังนั้นเราต่างต้องอาศัยความเชื่อใจและใช้จรรยาบรรณในการประกอบอาชีพ สิ่งที่ผู้ให้บริการ Cloud หรือ Cloud Provider ทำให้ได้ ก็คือ การรับประกันสัญญา หรือกำหนดมาตรฐานการดูแลระบบ และยึดมั่นในมาตรฐานนั้น นอกจากนี้ควรมีการควบคุมการเปิดให้บริการของ Cloud Provider นั่นคือ มีการกำหนดว่าบริษัทที่จะเป็น Cloud Provider ได้ อาจต้องได้รับการรับรอง หรือมี certification อะไรรับรองบ้าง ต้องมี ISO ควบคุม และต้องมีเทคโนโลยีความปลอดภัยอะไรเสนอต่อลูกค้า (Cloud Consumer) บ้าง เป็นต้น จากปรากฏการณ์ที่มีความสนใจอย่างมากในการประมวลผลแบบก้อนเมฆ ซึ่งผู้รู้หลายคนมีความเห็นว่าเทคโนโลยีดังกล่าวจะทำการเปลี่ยนแปลงแนวทางการดำเนินธุรกิจทางด้านระบบสารสนเทศในอนาคต ทางบริษัท Gartner ได้ให้คำแนะนำว่าเทคโนโลยีดังกล่าวก็มีปัญหาที่เกี่ยวข้องกับระบบความมั่นคงปลอดภัย โดยบริษัท Gartner ได้แนะนำว่าควรมีการตรวจประเมินความมั่นคงปลอดภัยของการใช้บริการประเภทดังกล่าวก่อน โดยได้ให้ข้อมูลเบื้องต้นในสิ่งที่ต้องพึงระวังในแง่ของความมั่งคงปลอดภัยในการใช้งานระบบ Could Computing ดังต่อไปนี้

1) การเข้าถึงของผู้ใช้งาน ให้ตรวจสอบว่าผู้ให้บริการประมวลผลแบบก้อนเมฆนั้นมีกระบวนการอย่างไรในการควบคุมผู้บริหารจัดการดูแลระบบซึ่งสามารถเข้าถึงข้อมูลที่สำคัญ ๆ ในระบบ เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ที่ไม่มีสิทธิในการเข้าถึงข้อมูลสามารถเข้าถึงข้อมูลได้

2) การดำเนินการตามมาตรฐานความมั่นคงปลอดภัย ควรเลือกใช้บริษัทที่ให้บริการประมวลผลแบบก้อนเมฆที่มีการทำการตรวจประเมินโดยผู้ตรวจประเมินจากภายนอกและมีการผ่านกระบวนการรับรองมาตรฐานความมั่นคงปลอดภัย

3) ตำแหน่งของข้อมูล เนื่องจากในระบบการประมวลผลแบบ้ก้อนเมฆนั้น ข้อมูลสารสนเทศ จะสามารถถูกเก็บไว้ ณ ที่ใดก็ได้ ซึ่งบริษัทผู้ใช้บริการควรทราบว่าข้อมูลของบริษัทมีการเก็บรักษาไว้ที่ใด และผู้ให้บริการก็ควรจะยึดหลักของกฏหมายที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของความเป็นส่วนตัวในแต่ละพื้นที่ด้วย

4) การแยกแยะกลุ่มข้อมูล เนื่องจากข้อมูลในก้อนเมฆนั้นมีการบันทึกในสภาพแวดล้อมที่ใช้ร่วมกันหลายบริษัท แต่ละบริษัทควรที่จะสอบถามผู้ให้บริการว่ามีวิธีการอย่างไรในการแยกกลุ่มของข้อมูลและวิธีการใดในการสร้างความมั่นคงปลอดภัยแก่ข้อมูล การใช้งานเทคนิคการเข้ารหัสข้อมุลสามารถช่วยได้แต่ต้องมีการหลีกเลี่ยงปัญหาข้อมูลสูญหายเนื่องจากเทคนิคการเข้ารหัสด้วย

5) การเก็บกู้ข้อมูล ต้องมีการสอบถามว่าเมื่อมีข้อมูลสูญหายแล้วบริษัทผู้ให้บริการมีมาตรการอย่างไรในการเก็บกู้ข้อมูลเมื่อเกิดปัญหา หัวใจสำคัญคือความสามารถในการเก็บกู้ข้อมูลกลับคืนได้ 100% ให้ตรวจสอบว่ามีการบันทึกข้อมูลและโปรแกรมประยุกต์สำรองในหลาย ๆ สถานที่หรือไม่

6) การสนับสนุนในแง่ของความมั่นคงปลอดภัย ซึ่งบริษัทผู้ให้บริการประมวลผลแบบก้อนเมฆ ควรที่จะให้บริการสอบสวนกิจกรรมที่ผิดกฏหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการบันทึกข้อมูลการใช้งานระบบและข้อมูลสารสนเทศที่มีแนวโน้มที่จะกระจายยังเครื่องแม่ข่ายหลายเครื่องและศูนย์ข้อมูลหลาย ๆ แห่ง

7) ความต่อเนื่องของบริการ ผู้ใช้งานต้องมีการพิจารณาถึงความต่อเนื่องของการให้บริการ โดยเฉพาะความมั่นคงของผู้ให้บริการ จะเกิดอะไรขึ้นหากบริษัทที่ให้บริการข้อมูลต้องปิดกิจการไปหรือถูกซื้อไป มีมาตรการอย่างไรในการเรียกข้อมูลคืนกลับมายังบริษัท

หลีกเลี่ยงผู้ให้บริการประมวลผลแบบก้อนเมฆจากบริษัทผู้ให้บริการ ที่ไม่ยอมเปิดเผยข้อมูลรายละเอียดของความมั่นคงปลอดภัย การดำเนินการตามมาตรฐาน และความต้องการทางเทคนิคอื่น ๆ

แนวโน้มการใช้งาน Cloud Computing

1) แนวโน้มการใช้งานเว็บ 2.0

เนื่องจากเทคโนโลยีเว็บ 2.0 ไฟล์ต่างๆบนเว็บจะถูกเปลี่ยนแปลงโดยผู้ใช้ทั่วโลกอยู่ตลอดเวลา cloud computing จึงเข้ามามีบทบาท

2) ความต้องการประสิทธิภาพทางด้านการประหยัดพลังงาน

เนื่องจากปัจจุบันองค์กรหรือหน่วยงานต่างๆหันมาให้ความสำคัญกับการประหยัดพลังงาน ซึ่ง cloud computing สามารถมาช่วยลดการใช้พลังงานเพราะสามารถลดหรือขยายขนาดได้ตามต้องการ โดยไม่ต้องทำการเปิดเครื่องทิ้งไว้

3) แนวโน้มความต้องการนวัตกรรมต่างๆในทางธุรกิจ

ปัจจุบันบริษัทต่างๆ มีการคิดค้นและนำเสนอนวัตกรรมใหม่ๆอยู่ตลอดเวลา ทำให้ cloud computing ซึ่งประมวลผลอย่างมีประสิทธิภาพ แต่เสียค่าใช้จ่ายน้อยกว่า เข้ามามีความสำคัญ

4) ความต้องการความสะดวกสบายและง่ายในการใช้งานเทคโนโลยี

เทคโนโลยียิ่งมีความซับซ้อนเพิ่มขึ้น ผู้ใช้งานยิ่งต้องการให้ใช้งานได้ง่ายขึ้น ดังนั้น cloud computing ซึ่งสามารถช่วยขจัดความยุ่งยากต่างๆเข้ามามีความสำคัญ

5) ปริมาณข้อมูลที่เพิ่มขึ้นตลอดเวลา

เนื่องจากปัจจุบัน ข้อมูลมีการอัพเดทอยู่ตลอดเวลา ทำให้มีขนาดใหญ่ขึ้น ด้วยความสามารถของ cloud computing ที่สามารถขยายได้อย่างไม่จำกัด เข้ามามีความสำคัญ

Cloud Computing แท้จริงคือธุรกิจรับประมวลผล

clip_image030

รูปที่ 14

นิยามที่แท้จริงของ Cloud Computing ก็คือการนำเครื่องคอมพิวเตอร์จำนวนมากมาเชื่อมต่อเข้าด้วยกัน คอมพิวเตอร์ทั้งหมดในกลุ่ม Cloud อาจไม่จำเป็นต้องติดตั้งอยู่ในสถานที่เดียวกัน แต่อาจมีการเชื่อมต่อผ่านเครือข่ายสื่อสารความเร็วสูง และที่สำคัญก็คือบรรดาคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่อกันเองนี้อาจไม่จำเป็นมีฮาร์ดแวร์และระบบปฏิบัติการเหมือนกันไปทั้งหมด ยกตัวอย่างเช่น ในกลุ่ม Cloud หนึ่งๆ อาจมีทั้งเครื่องพีซี และเครื่องแอปเปิล หรือมองอีกมุมหนึ่ง ระบบปฏิบัติการ (Operating System หรือ OS) ที่ใช้อาจมีอยู่หลายชนิด เป้าหมายของการนำเครื่องคอมพิวเตอร์มาเชื่อมต่อกันเช่นนี้ ก็เพื่อจะดึงพลังในการประมวลผล (Processing) ของคอมพิวเตอร์ทั้งหมดมาประสานกัน เพื่อนำไปใช้จัดการงานประมวลผลใหญ่ๆ ที่แต่เดิมอาจต้องใช้เครื่องคอมพิวเตอร์คุณภาพสูง ต้นทุนมหาศาล แต่กับเทคโนโลยี Cloud Computing แล้ว ผู้ลงทุนสามารถลดต้นทุน และหันมาใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ราคาประหยัดมาทำงานร่วมกันแทน ถามก็คือ ตลาดและมูลค่าของธุรกิจสำหรับเทคโนโลยี Cloud Computing คืออะไร อยู่ที่ไหน และจะมีกระแสตอบรับมากเท่าใด เพื่อจะตอบคำถามทั้งหมดนี้ ลองพิจารณาถึงความจริงที่เกิดขึ้นในโลกปัจจุบันกันสัก 3 ข้อ

ข้อหนึ่ง องค์กรธุรกิจ หน่วยงานราชการ ไปจนถึงสถานศึกษาในปัจจุบัน ล้วนมีความเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนสร้างระบบเครือข่ายข้อมูลสารสนเทศภายในองค์กร ติดตั้งระบบฐานข้อมูล มีการลงทุนซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์เซิร์ฟเวอร์เพื่อทำหน้าที่ประมวลผลและให้บริการต่างๆ ภายในองค์กร ที่น่าสนใจก็คืองบประมาณการลงทุนในเทคโนโลยีไอซีทีเหล่านี้มีมูลค่าสูง ประกอบกับทั้งองค์กรจำเป็นต้องมีการลงทุนอย่างต่อเนื่อง ด้วยสาเหตุง่ายๆ คือ ข้อมูลมีการเพิ่มขึ้นตลอดเวลา มีการพัฒนาแอพพลิเคชั่นสำหรับใช้งานในองค์กรมากขึ้น การลงทุนขยายหรือบางครั้งอาจถึงขั้นเปลี่ยนเครื่องคอมพิวเตอร์เซิร์ฟเวอร์ ซึ่งท้ายที่สุดย่อมตามมาด้วยการซื้อหรือขยายซอฟต์แวร์เพื่อให้สัมพันธ์กับขนาดของเซิร์ฟเวอร์ที่เปลี่ยนไป เสมือนเงาตามตัว นอกจากนั้นยังมีเรื่องของค่าบำรุงรักษาระบบ ซึ่งเมื่อนับรวมๆ แล้วก็เป็นค่าใช้จ่ายมูลค่ามหาศาลที่องค์กรต่างๆ มิอาจหลีกเลี่ยงได้

ข้อที่สอง ค่าใช้จ่ายในการนำเครื่องคอมพิวเตอร์หลายหลายตระกูลมาเชื่อมต่อกัน โดยใช้วงจรสื่อสารโทรคมนาคมที่ปัจจุบันมีต้นทุนที่ต่ำกว่าในอดีตมาก พร้อมกับนำเทคโนโลยีซอฟต์แวร์ Virtual Machine ที่ทำหน้าที่เป็นเสมือนล่ามคนกลาง ติดตั้งไว้บนบรรดาเครื่องคอมพิวเตอร์ที่มาเชื่อมต่อกันเป็น Cloud Computing เพื่อให้เครื่องทั้งหมดสามารถรับคำสั่งและร่วมกันทำหน้าที่ประมวลผลข้อมูลปริมาณมหาศาลได้ หรืออาจสั่งการให้คอมพิวเตอร์แต่ละกลุ่มแยกกันทำงานย่อยๆ ตามที่ได้รับมอบหมาย ทั้งหมดเป็นเรื่องจริงที่ใช้ต้นทุนไม่มาก อีกทั้งบรรดายักษ์ใหญ่ในวงการอุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์และสื่อสารข้อมูล ไม่ว่าจะเป็น Amazon, Google หรือกระทั่ง Microsoft ต่างก็ให้การสนับสนุนพัฒนามาตรฐานและแอพพลิเคชั่นสำหรับเสริมขีดความสามารถให้กับการประมวลผลแบบ Cloud Computing มากขึ้น จึงกลายเป็นว่า เทคโนโลยี Cloud Computing พร้อมที่จะก้าวออกจากความเป็นนวัตกรรม ไปสู่โลกทางธุรกิจอย่างเต็มตัว

ข้อที่สาม แนวคิดในเรื่องของการว่าจ้างให้ผู้อื่นทำงานแทน หรือที่นิยมเรียกกันว่า Outsourcing ซึ่งได้กลายเป็นเรื่องปกติสำหรับการทำธุรกิจด้านสารสนเทศไปแล้ว กำลังขยายขอบเขตมาสู่การพลิกกรอบความคิดของผู้ประกอบการทั่วโลก ด้วยแนวคิดง่ายๆ ที่ว่า “จะต้องลงทุนสร้างคอมพิวเตอร์เซิร์ฟเวอร์สำหรับรองรับการใช้งานภายในองค์กรไปทำไม ในเมื่อสามารถว่าจ้างให้บริษัทผู้เชี่ยวชาญรับประมวลผลข้อมูลให้แทน ตราบใดที่ผู้เชี่ยวชาญสามารถรับประกันคุณภาพ ความต่อเนื่อง และมีการป้องกันการรั่วไหลของข้อมูลได้”

ทั้งสามปัจจัยหลักนำไปสู่แนวคิดของการว่าจ้างให้ผู้ประกอบการที่ลงทุนสร้างเครือข่าย Cloud Computing รับผิดชอบประมวลผลข้อมูลให้กับหน่วยงานหรือองค์กรต่างๆ โดยที่องค์กรเหล่านั้นจะได้สามารถลดต้นทุนด้านฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ลงอย่างมหาศาล และเปลี่ยนการลงทุนแบบ Capital Expense ซึ่งต้องผูกพันกับการคิดค่าเสื่อมราคา มาเป็น Operating Expense ในรูปแบบของการทำสัญญาว่าจ้าง ซึ่งสามารถนำไปคิดหักภาษีได้โดยตรง นอกจากนั้น องค์กรต่างๆ ก็ไม่จำเป็นต้องวุ่นวายกับการลงทุนเพิ่มเติมในอันที่จะอัพเกรด หรือเปลี่ยนระบบคอมพิวเตอร์ประมวลผลส่วนกลางของตน ที่สำคัญก็คือสามารถเปลี่ยนตัวผู้ประกอบการ Cloud Computing ได้ตามต้องการ หากพบว่าคู่สัญญาของตนให้บริการได้ไม่เป็นที่พอใจ ถ้าจะเปรียบเทียบให้เห็นชัด ก็น่าจะมองได้ว่า ธุรกิจ Cloud Computing ก็เหมือนกับสาธารณูปโภคพื้นฐานต่างๆ เช่น ไฟฟ้า น้ำประปา ซึ่งเป็นของส่วนกลาง ประชาชนหรือผู้บริโภคไม่จำเป็นต้องลงทุนสร้างเครื่องปั่นไฟหรือเครื่องทำน้ำประปาสำหรับใช้ในบ้านเรือนของตนเอง หากแต่มีหน่วยงานกลาง เช่น การไฟฟ้า หรือการประปา เป็นผู้รับผิดชอบลงทุนสร้างโรงไฟฟ้าและโรงประปา แล้ววางโครงข่ายเพื่อจ่ายไฟฟ้าและน้ำประปานั้นมาสู่บ้านเรือนหรืออาคารสถานที่ธุรกิจ ผู้บริโภคมีหน้าที่เพียงชำระค่าบริการ โดยมีการทำสัญญากันเป็นหลักฐานระหว่างผู้ประกอบการ ซึ่งก็คือการไฟฟ้า และการประปา กับผู้บริโภคแต่ละราย ในบางสังคมที่มีผู้ประกอบการไฟฟ้า หรือประปา มากกว่าหนึ่งราย ผู้บริโภคก็มีทางเลือกที่จะเปลี่ยนตัวผู้ให้บริการได้หากไม่พึงพอใจในคุณภาพการให้บริการ หรือเมื่อพบว่าผู้ประกอบการรายอื่นๆ เสนอทางเลือกหรือโปรโมชั่นที่ตนถูกใจมากกว่า ซึ่งเมื่อขยายความไปถึงสาธารณูปโภคอื่นๆ เช่น โรงพยาบาล โทรศัพท์ โทรศัพท์เคลื่อนที่ อินเทอร์เน็ต ฯลฯ ก็จะเห็นได้ว่า Cloud Computing ก็กำลังอยู่ในสภาพที่ไม่ต่างกัน

องค์กรต่างๆ จะลงทุนสร้างคอมพิวเตอร์เซิร์ฟเวอร์เพื่อประมวลผลให้บริการภายในองค์กรไปทำไม หากต้นทุนการว่าจ้างผู้ประกอบการ Cloud Computing ให้รับประมวลผลข้อมูลแทนมีราคาเฉลี่ยต่ำกว่า เทคโนโลยีมีความเชื่อถือได้ อีกทั้งโครงข่ายสื่อสารโทรคมนาคมความเร็วสูงก็มีพร้อม

Cloud Computing in Thailand

ในอนาคต cloud computing จะเข้ามามีบทบาทสำคัญและก่อประโยชน์ให้กับผู้ประกอบการซอฟแวร์ไทย เพราะ cloud computing เหมาะแก่แอปพริเคชั่นพื้นฐานที่มีผู้ใช้งานจำนวนมาก และยังช่วยลดต้นทุนให้กับผู้ประกอบการ เพราะไม่ต้องลงทุนสร้างเครือข่าย และสามารถพัฒนาซอฟแวร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ใครๆก็สามารถตั้งตนเป็นผู้ให้บริการ Cloud Computing ได้ ขอเพียงแต่สามารถลงทุนเชื่อมต่อเครื่องคอมพิวเตอร์เข้าด้วยกัน และมีซอฟต์แวร์และระบบบริหารจัดการทรัพยากรคอมพิวเตอร์ที่มีประสิทธิภาพ อีกทั้งสามารถจัดหาวงจรอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงเพื่อเชื่อมต่อไปโครงข่าย Cloud Computing เข้าด้วยกัน ในกรณีที่มีการแยกอาคารสถานที่ติดตั้ง

clip_image032

รูปที่ 15

การพัฒนาขีดความสามารถของโครงข่ายสื่อสารข้อมูล โดยเฉพาะอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง และหากจะให้ดีก็น่าจะเป็นการเตรียมความพร้อมให้กับเทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น ใยแก้วนำแสง ซึ่งปัจจุบันรองรับด้วยเทคโนโลยี FTTH (Fiber To The Home) จะช่วยทำให้องค์กรธุรกิจหรือหน่วยงานต่างๆ สามารถเชื่อมต่อกับผู้ประกอบการ Cloud Computing ด้วยวงจรสื่อสารความเร็วสูง และจะได้ลดข้อจำกัดในเรื่องของความเร็วในการเชื่อมต่อลงได้ อาจกกล่าวได้อีกอย่างหนึ่งว่า นอกเหนือจากพฤติกรรมหรือไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคที่นิยมการใช้งานอินเทอร์เน็ตเพื่อรับสื่อมัลติมีเดียแล้ว กระแสความนิยมในบริการ Cloud Computing ของภาคธุรกิจหรือหน่วยงานต่างๆ ก็จะเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ผลักดันให้มีการขยายเพิ่มขีดความสามารถของโครงข่ายบรอดแบนด์ในประเทศไทย ปัจจุบันมีบริษัทขนาดเล็กหลายแห่งในประเทศไทย ลงทุนสร้างเครือข่าย Cloud Computing รับประมวลผลให้กับลูกค้าองค์กรที่เป็นบริษัทขนาดย่อมๆ กันแล้ว เมื่อใดก็ตามที่กระแสความนิยมในเทคโนโลยี Cloud Computing ในบ้านเราเปิดกว้างมากขึ้น ประกอบกับการขยายขีดความสามารถของเครือข่ายบรอดแบนด์อย่างต่อเนื่อง เราจะได้เห็นการเติบโตแบบก้าวกระโดดของธุรกิจใหม่นี้อย่างแน่นอน เชื่อได้เลยว่าอนาคตที่ว่านั้นอยู่ไม่ไกลเกินไปนัก

ความคิดเห็นเกี่ยวกับ Cloud Computing
ในอนาคต cloud computing จะมีประโยชน์ในหลายๆด้าน สร้างความสะดวกสบายให้กับผู้ใช้งาน ซึ่งหากทุกคนหันมาใช้ Cloud Computing กันหมดก็คงไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องคอมพิวเตอร์หรือ โน้ตบุคเพื่อรันโปรแกรมเพื่อใช้งานตามต้องการ ขอแค่มี netbook หรืออะไรก็ตามๆเล็กๆที่สามารถใช้อินเตอร์เน็ตและแสดงผลได้ก็เพียงพอ แล้วปล่อยให้เซอเวอร์ทำงานและส่งผลรับที่ได้ออกมาทางจอภาพก็เพียงพอแล้ว

ทิศทางการเคลื่อนไหวของ Cloud Computing และบทสรุป

Cloud Computing มียักษ์ใหญ่หลายค่ายให้ความสนใจ และทำวิจัยเรื่องนี้ โดยเฉพาะไอบีเอ็มยักษ์สีฟ้า กล่าวถึงเรื่องนี้อย่างมากทีเดียว Cloud Computing เป็นการใช้บริการระบบสารสนเทศผ่านเครือข่าย โดยที่ผู้ใช้หรือองค์กรไม่ต้องลงทุนซื้อเครื่อง เช่นเซิร์ฟเวอร์, สตอเรจ แต่สามารถเช่าใช้บริการจากผู้ให้บริการได้ โดยผู้ให้บริการจะทำการบำรุงรักษา ดูแลระบบให้ผู้ใช้ด้วย คอนเซ็ปต์นี้คล้ายๆ กับ Software as a Service บริการเช่าใช้ซอฟต์แวร์ มีจุดเด่นก็คือ ผู้ใช้ไม่ต้องเสียเงินก้อนเพื่อซื้อซอฟต์แวร์ และไม่ต้องปวดหัวกับการอัพเดต แถมยังได้ใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยอยู่ตลอด คอนเซ็ปต์ของ Cloud Computing ก็เช่นกัน คือ ผู้ใช้ไม่ต้องตั้งงบประมาณในแต่ละปีเพื่อพัฒนาระบบไอทีโดยที่แต่ละปีใช้งบ ประมาณไม่น้อย ไม่ต้องมีพนักงานฝ่ายไอทีจำนวนมากๆเพื่อดูแลระบบทั้งหมด ไม่ต้องปวดหัวกับการอัพเกรดเทคโนโลยี ไม่ต้องคิดว่าตัดสินใจถูกหรือผิดหากเลือกใช้เทคโนโลยีนี้ แถมยังได้ใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยอยู่เสมอด้วยเพียงผู้ใช้จ่ายเป็น ค่าบริการ เช่น จ่ายเป็นรายเดือน หรือเป็นรายปีก็เท่านั้น ดูๆ แล้ว Cloud Computing จะอำนวยความสะดวกให้กับองค์กรธุรกิจหลายด้าน ไม่ต้องมานั่งเสียเวลากับงานที่ไม่ใช่ Core Business ซึ่งจะทำให้ผู้บริหารมุ่งพัฒนาธุรกิจได้อย่างจริงจังโดยไม่ต้องกังวลว่าถ้า ต้องทำโปรโมชันที่ซับซ้อนแล้วระบบสารสนเทศที่มีอยู่จะรองรับได้หรือไม่อย่าง ไร ซึ่งขณะนี้เองก็มีผู้ให้บริการ Cloud Computing เกิดขึ้นแล้ว เช่น Amazon,

AOL และ Google ในอนาคตมีแนวโน้มว่า Cloud Computing จะเข้ามาอำนวยความสะดวกต่อการใช้ระบบคอมพิวเตอร์และซอฟต์แวร์อย่างมาก เหมือนอย่างที่อินเทอร์เน็ตเข้ามาอำนวยความสะดวกต่อการติดต่อสื่อสารและการสืบค้นข้อมูลมาแล้ว

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s