การเรียนรู้จึงเริ่มจากการศึกษาค้นคว้าในเรื่องที่สนใจ เพื่อให้ได้รับข้อมูล สารสนเทศและความรู้ เพื่อเพิ่มพูนความสามารถ การรู้วิธีค้นหาสารสนเทศแลความรู้จึงมีความสำคัญที่ช่วยให้เรามีความรู้กว้างขวางขึ้น  ซึ่งการเรียนรู้ (Learning) นี้เป็นกระบวนการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมอันเนื่องมาจากประสบการณ์ที่แต่ละบุคคลได้รับมา ดังนั้น การเรียนรู้จึงเป็นการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในทางที่ดีขึ้น โดยการเรียนรู้ทำให้เกิดประสบการณ์และประสบการณ์ทำให้เกิดการพัฒนาคุณภาพชีวิต

ความหมายของการแสวงหาสารสนเทศ

 

            การแสวงหาสารสนเทศ  เป็นกระบวนการค้นหาความรู้ หรือคำตอบในเรื่องใด เรื่องหนึ่งโดยการซักถามผู้รู้หรือผู้เชี่ยวชาญ การคาดเดาคำตอบเอง การรับฟังข้อมูลจากผู้อื่น การค้นหาคำตอบจากแหล่งสารสนเทศต่างๆ เช่น ห้องสมุด อินเทอร์เน็ต หรือการเที่ยวชมพิพิธภัณฑ์  ทั้งนี้เพื่อตอบสนองความต้องการสารสเนทศที่ตนตระหนักและเล็งเห็นถึงความสำคัญ  ความต้องการสารสนเทศ เช่น  บุคคลที่อยู่ในวันเรียนยอมต้องเห็นความสำคัญของการหาความรู้ทางวิชาการ จึงต้องการหาข้อมูลข่าวสารในเรื่องดังกล่าว  นอกจากนี้แล้วบุคคลหนึ่งอาจมีความต้องการข้อมูลข่าวสารมากกว่าหนึ่งอย่าง  ตัวอย่างเช่น  นักศึกษาอาจต้องการหาข้อมูลเพื่อทำรายงานในวิชาที่เรียน  และต้องการทราบเวลาเดินรถโดยสารประจำทางเพื่อเดินทางไปพักผ่อนในช่วงวันหยุด  ซึ่งความต้องการสารสนเทศนี้จะแสดงออกและนำไปสู่พฤติกรรมการแสวงหาสารสนเทศ 

การแสวงหาสารสนเทศจึงเป็นกระบวนการที่บุคคลพยายามหาหนทางที่จะให้ได้สารสนเทศที่ต้องการ โดยทั่วไปการแสวงหาสารสนเทศประกอบด้วยกระบวนการ 3 ขั้นตอน ได้แก่

  1. การตระหนักหรือการเล็งเห็นถึงความต้องการสารสนเทศ

พฤติกรรมการแสวงหาสารสนเทศเป็นเรื่องเกี่ยวข้องและสืบเนื่องจากความต้องการสารสนเทศ นั่นคือ โดยการเก็บรวบรวมสารสนเทศ แต่สำหรับบุคคลที่ต้องการสารสนเทศอย่างรีบด่วน และตระหนักว่าเรื่องที่ตนต้องการเป็นเรื่องสำคัญ บุคคลนั้นจะแสดงพฤติกรรมโดยการแสวงหาสารสนเทศ

  1. การพิจารณาถึงแหล่งสารสนเทศ

เป็นการพิจารณาถึงสารสนเทศ ที่ปรากฏขึ้นในสังคมว่า แหล่งสารสนเทศใดที่จะสามารถสนองความต้องการในเรื่องนั้นๆ ได้ดีที่สุด

  1. การเลือกหนทางแสวงหาสารสนเทศ

ระดับความต้องการแสวงหาสารสนเทศ

               Taylor(1968) กล่าวถึงระดับความต้องการเมื่อบุคคลแสวงหาสารสนเทศมี 4 ระดับ คือ

1. ระดับกว้างสุด ผู้ต้องการใช้สารสนเทศสามารถระบุได้เพียงความไม่ชอบ ความไม่พึงพอใจอย่างกว้างๆ แต่ผู้ใช้ไม่สามารถระบุความต้องการได้ ไม่รู้ว่าตนต้องการสารสนเทศอะไร แต่ถ้ามีผู้หาสารสนเทศมาให้รู้ว่าตนสามารบอกถึงความพึงพอใจที่มีต่อสารสนเทศที่ได้รับ  เช่น นักศึกษาต้องจะไปเที่ยวตอนปิดภาคเรียนแต่ยังไม่ทราบว่าต้องการเดินทางไปที่ไหนอย่างไร  ขณะเดียวกันมีเพื่อนมาบอกว่าช่วงนี้การรถไฟแห่งประเทศไทยจัดรายการท่องเที่ยว ไปยังจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ถ้านักศึกษาเกิดความรู้สึกชอบใจรายการท่องเที่ยวดังกล่าวก็อาจจะขอข้อมูลเพิ่มเติมจากเพื่อน หรือติดต่อโดยตรงกับ

2. ระดับรู้ความต้องการ ผู้ต้องการใช้สารสนเทศรู้ว่าตนมีความต้องการ แต่ไม่สามารถอธิบายได้ชัดเจนหรือบอกได้กระจ่างว่าตนต้องการอะไร ดังนั้น เพื่อให้ความคิดของตนกระจ่าง ผู้ใช้จะจะพูดกับผู้อื่นโดยหวังว่าฝ่ายหลังจะเข้าใจ และถามต่อเพื่อลดความไม่ชัดเจนที่มีอยู่ลง เช่น นักศึกษามีความต้องการทำกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อชุมชนในระหว่างปิดภาคเรียน  โดยต้องการทำกิจกรรมส่งเสริมให้เด็กๆ สนใจอ่านหนังสือ  แต่ยังไม่สามารถระบุลักษณะกิจกรรมส่งเสริมการอ่านที่ทำได้  จึงไปขอคำแนะนำจากบรรณารักษ์ของมหาวิทยาลัย  เพื่อให้ทราบลักษณะของกิจกรรมส่งเสริมการอ่านที่เหมาะสมกับเด็ก

3. ระดับบอกความต้องการได้ ในกรณีนี้ผู้ต้องการใช้สารสนเทศสามารถอธิบายคำถามหรือความต้องการสารสนเทศได้ชัดเจนขึ้น  ความกำกวมลดลง

4. ระดับรู้แจ้ง ผู้ใช้สามารถบอกความต้องการ ตลอดจนแหล่งสารสนเทศที่จะลดความต้องการผู้ปฏิบัติงานสารสนเทศจึงไม่ต้องสอบถามเพื่อดูความคิด ความต้องการของผู้ใช้ที่ซ้อนเร่นอยู่เพียงแต่จับความต้องการที่ผู้ใช้บอกและนำไปค้นสารสนเทศจากระบบสารสนเทศที่มีอยู่

ดังนั้นเมื่อเราต้องการแสวงหาสารสนเทศถึงควรทำความเข้าใจกับสิ่งที่เราต้องการแสวงหา  เพื่อให้สามารถพิจารณาแหล่งสารสนเทศและวิธีการสืบค้นสารสนเทศได้เหมาะสมกับสารสนเทศที่ต้องการ

การพิจารณาแหล่งสารสนเทศ

                แหล่งสารสนเทศ (Information Sources) หมายถึงแหล่งความรู้ต่างๆ ที่ผู้ใช้สามรถศึกษาค้นคว้าเรื่องใดเรื่องหนึ่ง  โดยสารสนเทศที่มีให้บริการนั้นอาจได้มาจากการรวบรวมและจัดหาจากที่มีอยู่เดิมหรือผลิตขึ้นเอง  แหล่งสารสนเทศหลักที่สำคัญ ได้แก่ แหล่งสารสนเทศที่เป็นองค์กรที่จัดให้บริการสารสนเทศแก่ผู้ใช้โดยตรง เช่น ห้องสมุด พิพิธภัณฑ์ หอจดหมายเหตุ และหอศิลป์ เป็นต้น และแหล่งสารสนเทศอื่นที่ไม่ได้จัดให้บริการสารสนเทศโดยตรง เช่น บุคคล สถานที่ เหตุการณ์ เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีแหล่งสารสนเทศอื่นที่ไม่ได้เป็นองค์กร สถานที่ หรือบุคคล แต่เป็นที่นิยมใช้มากในปัจจุบัน ได้แก่ อินเทอร์เน็ต 

                เมื่อเราทราบถึงแหล่งสารสนเทศต่างๆ ที่ให้บริการสารสนเทศ ซึ่งพบว่าแหล่งสารสนเทศในปัจจุบันมีจำนวนมาก ดังนั้นการเลือกสืบค้นข้อมูลจากแหล่งสารสนเทศจึงต้องพิจารณาโดยนักศึกษาในฐานะผู้ใช้บริการจำเป็นต้องมีความรู้เกี่ยวกับแหล่งสารสนเทศที่ต้องการสืบค้น  ได้แก่

1. แหล่งที่อยู่ของสารสนเทศ กล่าวคือ หากเราต้องการรู้สารสนเทศอย่างหนึ่ง เราควรรู้ว่าสารสนเทศนั้นมีอยู่ที่ใด หรือน่าจะอยู่ที่ใด และมีความน่าเชื่อถือมากน้อยเพียงใด ตัวอย่างเช่น  ถ้าเราต้องการทราบว่าในปัจจุบันประเทศไทยมีจำนวนประชากรกี่คน  จังหวัดใดในประเทศไทยมีจำนวนประชากรมากที่สุด  แหล่งสารสนเทศที่มีข้อมูลที่ถูกต้อง น่าเชื่อถือมากที่สุดคือกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย  นักศึกษาบางคนอาจคิดว่าหาข้อมูลจากอินเทอร์เน็ตนั้นสามารถทำได้  แต่เมื่อพิจารณาถึงความน่าเชื่อถือแล้วแหล่งข้อมูลบนอินเทอร์เน็ตที่เหมาะสมควรเป็นเว็ปไซด์ของกรมการปกครองเช่นกัน

2. วิธีการเข้าถึงแหล่งสารสนเทศ  แหล่งสารสนเทศแต่ละแห่งย่อมมีข้อจำกัดในการเปิดโอกาสให้บุคคลเข้าไปใช้ เช่น มีกำหนดวันเวลาบริการของแหล่งสารสนเทศ  การให้บริการสารสนเทศหรือเอกสารให้รูปสื่ออิเล็กทรอนิกส์มีจำกัดอย่างไรบ้าง  เราควรรู้รายละเอียดเหล่านี้ เพื่อป้องกันอุปสรรคและความไม่สะดวกที่จะเกิดขึ้น

3. ขอบข่ายเนื้อหาของสารสนเทศที่มีในแหล่งนั้นๆ ควรรู้ว่าแหล่งสารสนเทศนั้นมีสารสนเทศเนื้อหาเกี่ยวกับอะไร  ให้รายละเอียดในลักษณะใด และมีความทันสมัยมากน้อยเพียงใด

เมื่อเราสามารถระบุแหล่งสารสนเทศที่ต้องการได้แล้วลำดับต่อไป

อุปสรรคและปัญหาของการแสวงหาสารสนเทศ

  1. ตัวผู้แสวงหาสารสนเทศ คือ ประสบการณ์ในการค้นหาข้อมูลของคน ซึ่งความแตกต่างภายในบุคคลจะมีความแตกต่างกันตามความต้องการ เช่น เหตุผลของการค้น, วัตถุประสงค์ของความต้องการในแต่ละครั้ง, ความรู้เกี่ยวกับเรื่องที่ต้องการค้น
  2. วิธีการ และกระบวนการแสวงหาสารสนเทศ คือ ช่องทางในการแสวงหาสารสนเทศตามความเหมาะสมที่ตนสามารถ เทคนิค กลยุทธ์ในการค้น เพื่อที่จะได้สารสนเทศตามที่ตนต้องการและเกิดความพึงพอใจ

การกำหนดหัวข้อปัญหาที่ต้องการศึกษาค้นคว้า

                การศึกษาค้นคว้า หมายถึง การหาข้อมูลและการหาความความรู้เพิ่มเติมเพื่อหาคำตอบ จากปัญหาใดปัญหาหนึ่งโดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ได้รับความรู้ในเรื่องนั้นๆ การศึกษาค้นคว้าจึงเป็นการแสวงหาความรู้ เพื่อให้ได้รับคำตอบหรือเพื่อนำความรู้นั้นไปใช้ในการแก้ไขปัญหาและประกอบการตัดสินใจ  การศึกษาค้นคว้าจึงมีความสำคัญที่ช่วยให้นักศึกษามีความเข้าใจในเรื่องที่ศึกษามากขึ้นและชัดเจนขึ้น 

การเลือกหัวเรื่องหรือการกำหนดหัวข้อของปัญหามีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความสำเร็จของการศึกษาค้นคว้า การเลือกหัวเรื่องจึงควรให้เหมาะสมกับรายวิชาที่ศึกษา และควรปรึกษาขอคำแนะนำจากอาจารย์ผู้สอน  หลักทั่วไปในการเลือกหัวเรื่อง  ได้แก่

  1. ความสนใจของตัวนักศึกษา เมื่อนักศึกษามีความสนใจในเรื่องใดเรื่องหนึ่งแล้ว จะมีความสนใจกับการเรียนรู้ในเรื่องนั้นเพิ่มเติม ความสนใจจะเป็นแรงผลักดันให้ทำการศึกษาค้นคว้า  และช่วยไม่ให้เกิดความเบื่อหน่าย
  2. ความรู้ในเรื่องที่จะศึกษาค้นคว้า เมื่อนักศึกษามีความรู้ในเรื่องที่จะศึกษาอยู่บ้างพอสมควร มิฉะนั้นจะต้องเสียเวลาในการค้นคว้าและการค้นหาความหมายของคำศัพท์พื้นฐานทางวิชาการในเรื่องที่จะศึกษา  การที่ผู้ศึกษามีพื้นฐานความรู้บ้างจะช่วยในการเลือกแหล่งสารสนเทศที่เหมาะสมตรงกับความต้องการ และสามารถเข้าใจเนื้อหาได้ดีขึ้น
    1. แหล่งสารสนเทศที่ใช้ในการค้นคว้า หัวเรื่องที่นักศึกษาจะศึกษาค้นคว้าควรมีแหล่งสารสนเทศที่เพียงพอที่จะให้ค้นหาเอกสารและข้อมูลมาใช้ในการทำรายงาน ทั้งนี้เพื่อให้รายงานการศึกษาค้นคว้ามีรายละเอียดครบถ้วนและมีความน่าเชื่อถือในข้อมูลที่นำมาอ้างอิง
    2. หัวเรื่องที่เหมาะสม นักศึกษาควรเลือกหัวข้อที่เหมาะสม ความเหมาะสมพิจารณาได้จากขอบเขตรายวิชา  คือ พิจารณาว่างานที่ได้รับมอบหมายอยู่ในรายวิชาใด นอกจากนี้การเลือกหัวข้อ ควรหลีกเลี่ยงหัวข้อที่เป็นที่ถกเถียงหรืออภิปรายกันอย่างกว้างขวาง เพราะนักศึกษาต้องใช้เวลามากในการหาหลักฐานอ้างอิง และไม่ควรเลือกหัวข้อที่กว้างเกินไป สำหรับหัวข้อที่กว้างเกินไป อาจทำให้แคบลงได้โดย 1)จำกัดประเด็น/พัวข้อย่อย 2)จำกัดด้วยสถานที่/ขอบเขตทางภูมิศาสตร์ 3)จำกัดด้วยเวลา

    ส่วนหัวข้อที่แคบเกินไปจะเป็นการลำบากในการหาเอกสาร  เพื่อค้นคว้าประกอบการเขียนรายงาน เอกสารที่ใช้ไม่ควรจะน้อยกว่า 1-2 เล่ม สิ่งสำคัญ ในการเลือกหัวข้อคือ ควรปรึกษากับอาจารย์ผู้สอน เพื่อให้แน่ใจว่าหัวข้อนั้นเหมาะสมต่อการศึกษาค้นคว้า ตามที่ได้รับมอบหมาย และผู้ทำรายงานควรกำหนดหัวข้อ/ชื่อเรื่องของรายงาน โดยใช้ภาษาที่สละสลวยกะทัดรัด และสื่อความหมาย ความเข้าได้ดี

 

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s